ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > ทั่วไป > วิเคราะห์ปัญหาเรื่องนำ

วิเคราะห์ปัญหาเรื่องนำ


ปัญหาน้ำเสียที่เกิดขึ้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

1. น้ำเสียชุมชน (Domestic Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชน เช่น น้ำเสียจากบ้านเรือน อาคารที่พักอาศัย โรงแรม โรงพยาบาล เป็นต้น

2. น้ำเสียจากอุตสาหกรรม (Industrial Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการอุตสาหกรรมตั้งแต่ขั้นตอนการล้างวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ไปจนถึงการทำความสะอาดโรงงาน

3. น้ำเสียจากเกษตรกรรม (Agricultural Wastewater) ได้แก่น้ำเสียที่เกิดจากกิจกรรมทางการเกษตร ครอบคลุมถึงการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์

4. น้ำเสียที่ไม่ทราบแหล่งกำเนิด (Nonpoint Source Wastewater) ได้แก่ น้ำฝน และน้ำหลากที่ไหลผ่านและชะล้างความสกปรกต่างๆ เช่น กองมูลฝอย แหล่งเก็บสารเคมี ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ และคลองระบายน้ำ


จาก "น้ำใส" เป็น "น้ำเสีย"

น้ำ...ถือได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต ซึ่งไม่เพียงแต่จะใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคแล้ว น้ำยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดำเนินต่อไป ทั้งในส่วนของภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ซึ่งเราอาจสรุปคุณประโยชน์ของน้ำได้ดังนี้คือ

1. การอุปโภคบริโภค มนุษย์ต้องการน้ำสะอาดเพื่อดื่มกิน และใช้ในการประกอบอาหาร และใช้น้ำชำระล้างร่างกาย ชะล้างสิ่งสกปรกและใช้เพื่อประโยชน์อื่นๆ ในการดำรงชีวิตประจำวัน

2. การเกษตรกรรม พืชสัตว์ต้องการน้ำเพื่อการเจริญเติบโต น้ำจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์

3. อุตสาหกรรม น้ำเป็นปัจจัยสำคัญในขบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม น้ำถูกใช้เป็นวัตถุดิบใช้หล่อเครื่องจักรและระบายความร้อนไห้แก่เครื่องจัก ใช้ทำความสะอาดเครื่องจักเครื่องยนต์ของโรงงานและใช้ชะล้างกากของเสียจากโรงงาน

4.การคมนาคมขนส่ง การคมนาคมขนส่งทางน้ำนับว่าสะดวกและรวดเร็ว เนื่องจากสามารถขนส่งได้ จำนวนมากและเข้าไปถึงทุกแห่งที่มีแม่น้ำลำคลอง

แต่ในปัจจุบัน จากการขยายตัวของสังคมเมืองไปสู่สังคมอุตสาหกรรมในเขตพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ทำให้แหล่งน้ำตามธรรมชาติที่เคยอยู่ในสภาพที่ดีได้รับความเสียหายเป็นอย่างมากก่อให้เกิดปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำในปัจจุบัน ซึ่งไม่เพียงแต่จะเกิดผลกระทบขึ้นกับการดำเนินชีวิตโดยตรงแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาด้านสังคมอื่นๆ อีกตามมา อาทิ เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อโรค, เป็นแหล่งเพาะพันธ์ของแมลงนำโรค, มำให้เกิดปัญหามลพิษต่อดินและอากาศทำให้เกิดความรำคาญ เช่น กลิ่นเหม็น รวมไปถึงความสูญเสียต่างๆ ทางเศรษฐกิจ เช่น สูญเสียพันธุ์ปลาบางชนิด และที่สำคัญ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อระบบนิเวศในระยะยาว

ในปัจจุบันความเจ็บป่วยที่เกิดจากความเกี่ยวข้องทางน้ำ(Water-related diseases)แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ดังนี้

1. Waterborne diseases เป็นโรคหรือความเจ็บป่วยที่มีน้ำเป็นสื่อในการแพร่กระจาย เกิดจากการดื่มน้ำที่ปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคประเภทต่างๆ ตลอดจนสารเคมี โลหะหนัก รวมทั้งการปรุงอาหารโดยไม่ใช้น้ำไม่สะอาดที่มีการปนเปื้อนด้วยเชื้อโรคและสารเคมี ทำให้เกิดอาการอุจจาระร่วง รวมไปถึงอาการป่วยด้วยโรคอื่นๆ คือ บิด ไทฟอยด์ ตับอักเสบและพยาธิ

2. water-washed diseases โรคหรือความเจ็บป่วยที่เนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำสะอาดในการชำระล้างทำความสะอาดร่างกาย และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มักจะเป็นอาการโรคติดเชื้อตามเยื่อบุตา ผิวหนังทั้งภายในและภายนอกร่างกาย อาทิ ริดสีดวงตา หิด เหา แผลตามผิวหนัง เป็นต้น

3. water-based diseases โรคหรือความเจ็บป่วยเนื่องจากเชื้อโรคหรือสัตว์นำโรคที่มีวงจรชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำ เช่น พยาธิใบไม้ในตับ พยาธิใบไม้ในเลือด เป็นต้น

4. water-related insect vectors โรคหรือความเจ็บป่วยเนื่องมาจากแมลงเป็นพาหะนำโรค ที่ต้องอาศัยน้ำในการแพร่พันธ์เป็นสำคัญ พาหะนำโรคส่วนใหญ่เกิดจากยุง เช่น มาลาเรีย ไข้เลือดออก โรคเท้าช้าง ไข้เหลือง เป็นต้น

เติมชีวิตให้สาย...น้ำ

น้ำเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต เราทุกคนจึงควรเห็นคุณค่าในความสำคัญของน้ำและเพื่อประโยชน์ใช้สอยได้ต่อไปอีกยาวนาน สำหรับกระบวนการและขั้นตอนทางการบำบัดน้ำเสียนั้น ทางรัฐบาลได้จัดทำแผนและนโยบายเพื่อบำบัดน้ำเสียในระดับประเทศ โดยกระบานการนั้นจะประกอบด้วยการบำบัดทางกายภาพ (ขั้นตอนการดักสิ่งเจือปนในน้ำเสียที่มีขนาดใหญ่และแยกออกจากน้ำเสีย)ทางชีวภาพ(เป็นการทำให้ปริมาณความสกปรกในน้ำลดลง)จนไปถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการบำบัดโดยทางเคมี(เป็นการบำบัดสุดท้ายเพื่อให้น้ำใสสะอาดและปราศจากเชื้อโรค)และสำหรับวิธีที่จะช่วยเติมชีวิตให้สายน้ำนั้น ก็จะอยู่ในชีวิตประจำวันทั่วไปของเรานั่นเองก็คือ

 1. การอาบน้ำ ควรอาบน้ำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็นหรือก่อนนอน หรือภายหลังจากการออกกำลังกาย 30 นาที โดยใช้สบู่ที่เป็นด่างอ่อนๆ ไม่เจือสีฉูดฉาดและมีกลิ่นไม่แรงเกินไป ทั้งนี้การอาบน้ำบ่อยเกินไป มากเกินไปหรือนานเกินไป หรือฟอกสบู่มากเกินไป จะทำให้ผิวหนังซีดเซียว อักเสบ ทำให้ร่างกายขาดเกราะป้องกันได้

2. การแปรงฟัน ควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้แก้วน้ำรองน้ำจะประหยัดกว่าการเปิดน้ำจากก๊อกน้ำโดยตรง และไม่ควรเปิดน้ำทิ้งไว้ในระหว่างแปรงฟัน

 3. การล้างจาน ก่อนล้างภาชนะหรือถ้วยจาน หากมีเศาอาหารติดอยู่ในจานอาหาร ควรเขี่ยทิ้งลงในถังเสียก่อน ส่วนคราบน้ำมัน ควรใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือกระดาษที่ใช้แล้วเช็ดออก หรือเศาผ้าเช็ดออก และควรเลือกน้ำยาล้างจานที่มีส่วนผสมที่ระบุว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งน้ำที่เหลือนั้นสามารถนำไปรดต้นไม้ได้อีกด้วย

4. การซักผ้า ก่อนซักผ้านั้น ควรใส่ผงซักฟอกแช่น้ำทิ้งไว้ก่อนประมาณ 3 นาที แล้วค่อยตีให้เกิดฟอง ควรใช้ผงซักฟอกที่มีสารอนินทรีย์ คือ ประเภทสารฟอตเฟต และใส่ในปริมาณที่พอดีกับผ้าที่จะซัก เมื่อซักเสร็จแล้ว หากมีผ้าอื่นๆ ที่สามารถซักต่อได้ เช่น ผ้าถูพื้น หรือผ้าเช็ดเท้า ถุงเท้า ก็ให้ซักต่อได้ จะช่วยประหยัดได้อีกมาก

5. การใช้ห้องสุขา การรักษาความสะอาดห้องสุขาและห้องอาบน้ำ ควรใช้แปรงสำหรับขัดถูคราบสบู่ หรือหินปูนอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาเคมีใดๆ เพราะอาจทำลายจุลินทรีย์ที่อยู่ในถังเกรอะและถังกรองให้ตายได้ ทำให้กระบวนการย่อยสลายกากตะกอนและสิ่งปฏิ***ลผิดปกติ ทำให้เกิดปัญหาถังสุขาเต็มหรือท่อสุขาอุดตันบ่อย



ผู้ตั้งกระทู้ เวปมาสเตอร์ :: วันที่ลงประกาศ 2006-09-15 09:26:21 IP : 124.120.143.165


[1]

ความเห็นที่ 3 (1406701)

ดีมากค่ะ

ผู้แสดงความคิดเห็น มีนลั้ลล้า วันที่ตอบ 2011-02-10 12:04:21 IP : 125.27.88.124


ความเห็นที่ 2 (777139)
ผู้แสดงความคิดเห็น วันที่ตอบ 2007-09-10 22:42:47 IP : 69.84.207.37


ความเห็นที่ 1 (420369)
หนูจะช่วยไม่ให้มีนำเสียมากขึ้น
ผู้แสดงความคิดเห็น เกด วันที่ตอบ 2006-09-16 07:57:49 IP : 124.120.143.165



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *

ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล *
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.