ReadyPlanet.com
dot dot
เกร็ดความรู้ article

 

มลพิษทางน้ำ

Ø    ท่านทั้งหลายรู้ไหม?...ว่าแม่น้ำหลายสายที่เราเคยใช้อุปโภค บริโภคมาหลายชั่วอายุคน ทุกวันนี้แม่น้ำเหล่านั้นไม่เหลือร่องรอยของสภาพเดิม จากที่เคยใสสะอาดกลับดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็น รวมทั้งมีสารอันตรายปะปนจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อีกต่อไป

Ø    น้ำเสีย.....เกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ เราสามารถพบเห็นการก่อน้ำเสียได้โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็น การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ชุมชน ฟาร์มปศุสัตว์ การทำเกษตร การทำเหมืองแร่ และคราบน้ำมันจากเรือหางยาวในแม่น้ำ เป็นต้น

Ø    มลพิษทางน้ำ....มีการระบายหรือทิ้งสิ่งสกปรกลงไปในน้ำมากเกินไป จนทำให้แหล่งน้ำนั้นไม่สามารถฟอกตัวเอง (Self Purification) ได้ทันตามธรรมชาติ.....น้ำจึงเน่าเสีย

 

 

นิยาม

Ø    น้ำเสีย  (Wastewater) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535  หมายความว่า ของเสียที่อยู่ในสภาพเป็นของเหลว รวมทั้งมลสารที่ปะปนและปนเปื้อนอยู่ในของเหลวนั้น

 

Ø    น้ำเสีย  หมายถึง  น้ำที่มีสารใดๆ หรือสิ่งปฏิกูลที่ไม่พึงปรารถนาปนอยู่  การปนเปื้อนของสิ่งปรกเหล่าน้ำ จะทำให้คุณสมบัติของน้ำเปลี่ยนแปลงไปจนอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ประโบชน์ได้ สิ่งปนเปื้อนที่อยู่ในน้ำเสียได้แก่ น้ำมัน ไขมัน ผงซักฟอก สบู่ ยาฆ่าแมลง สารอินทรีย์ที่ทำให้เกิดการเน่าเหม็นและเชื้อโรคต่างๆ

 

Ø    น้ำเสีย   :  น้ำที่ผ่านการนำไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ เช่น ครัวเรือน โรงงานอุตสาหกรรม การเกษตรและกสิกรรม เป็นต้น

 

Ø    น้ำเสีย  จึงมีส่วนประกอบต่างๆ ที่มาจากกิจกรรมซึ่งเป็นแหล่ะกำเนิดของมัน สิ่งที่อยู่ในน้ำเสียเป็นสารต่างๆ ที่มาจากวัตถุดิบและผลิตผลที่เกิดขึ้น เช่น อุตสาหกรรมอาหารจะให้น้ำเสียที่มีสารอินทรีย์ ส่วนอุตสาหกรรมชุบโลหะให้น้ำเสียที่มีโลหะหนักต่างๆ เป็นต้น หรือของเสียที่อยู่ในสภาพที่เป็นของเหลว รวมทั้งมลสารที่ปะปนหรือปนเปื้อนในของเหลวนั้น ที่ถูกปล่อยทิ้ง หรือ ถูกปล่อยออกมาจากแหล่งกำเนิด เช่น โรงงานอุตสาหกรรม น้ำล้างคอกปศุสัตว์ น้ำทิ้งจากชุมชน เป็นต้น

 

น้ำเสีย หรือ มลพิษทางน้ำ

 

อาจแยกเป็นประเภทใหญ่ๆ ดังนี้

 

Ø    น้ำเน่า  ได้แก่  น้ำที่มีสารอินทรีย์ปะปนอยู่มาก  จุลินทรีย์ใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายจนเหลือละลายอยู่น้อย น้ำมีสีดำคล้ำ และอาจส่งกลิ่นเหม็น เนื่องจากการปล่อยก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) จากการย่อยสลายของแบคทีเรียชนิดที่ไม่ใช้ออกซิเจน (anaerobic bacteria)

Ø    น้ำขุ่นข้น  ได้แก่  น้ำที่มีสารแขวนลอย สารละลาย รวมทั้งสารอินทรีย์ เจอปนอยู่จำนวนมาก ทำให้น้ำมีสีเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น สีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเทา เป็นอะปสรรคต่อการนำมาใช้ประโบชน์ในการสังเคราะห์แสงของพืชน้ำและการดำรงชีวิตของสัตว์

Ø  น้ำร้อน  ได้แก่  น้ำที่ได้รับการถ่ายเทความร้อนจากน้ำทิ้ง จนมีอุณหภูมิสูงกว่าที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติ ส่วนมากเกิดจากการระบายน้ำหล่อเย็น จากโรงงานอุตสาหกรรมลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และการแพร่พันธุ์ของสัตว์น้ำ และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ โดยทำให้ออกซิเจนละลายในน้ำน้อยลง

Ø  น้ำที่มีคราบน้ำมัน  ได้แก่  น้ำที่มีน้ำมันหรือไขมันเจือปนอยู่มากจนเป็นอุปสรรคต่อการถ่ายเทออกซิเจนลงสู่แหล่งน้ำ หรือการดำรงชีวิตของสัตว์และพืชน้ำ ส่วนมากเกิดจากการปล่อยน้ำเสียจากชุมชนลงสู่แหล่งน้ำ การอุตสาหกรรมและการขนส่งทางน้ำØ  น้ำเป็นพิษ  ได้แก่ น้ำที่มีสารเป็นพิษเจือปนอยู่ในระดังที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์และสตว์น้ำ เช่น สารประกอบของปรอท ตะกั่ว แคดเมียม สารหนู เป็นต้น โลหะหนักมักสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร เมื่อมนุษย์บริโภคเข้าไปโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น บริโภคผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ก็จะเข้ามาสะสมในร่างกายทำให้เกิดอันตรายได้

Ø  น้ำที่มีเชื้อโรค , หรือจุลินทรีย์  ได้แก่  น้ำที่มีเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหาร โรคตับ โรคระบบการหมุนเวียนของเลือด โรคพยาธิและโรคผิวหนังซึ่งได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ โปรโตซัว เชื้อรา โดยอาจจะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง หรือการบริโภคสัมผัสทางผิวหนัง หรือระบบการหายใจ

Ø  น้ำที่มีกัมมันตภาพรังสี  ได้แก่  น้ำที่มีสารกัมมันตรังสีเจือปนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์ โดยที่สารกัมมันตรังสี อาจเกิดขึ้นได้จากธรรมชาติในการสลายตัวของแร่หินหรือเกิดจากโรงงานนิวเครียร์ปล่อยน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำ

น้ำกร่อย  ได้แก่  น้ำที่ละลายเกลือในดิน หรือน้ำทะเลไหลซึม เข้ามาเจือปนจนน้ำเสื่อมคุณภาพไม่เหมาะสมในการใช้อุปโภค บริโภค หรือการเกษตรกรรม ในประเทศไทย เกิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและริมฝั่งทะเลภาคใต้

 

 

ลักษณะของน้ำเสีย

 1.   ลักษณะน้ำเสียทางกายภาพ

v  สี  (COLOR)    น้ำเสียจากชุมชนมักจะมีสีเทาปนน้ำตาลจางๆ ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะเกิดปฏิกิริยาแบบไม่ใช้ออกซิเจน สีจะเริ่มเปลี่ยนเข้มขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดจะเป็นสีดำ พร้อมกับมีกลิ่นเหม็น โดยทั่วไปแล้ว สีดำของน้ำเสียเกิดจากการรวมตัวของก๊าซไข่เน่า กับธาตุโลหะที่มีอยู่ในน้ำเสีย เกิดเป็นโลหะซัลไฟด์  (METALLIC SULFIDES)

v  กลิ่น  (ODOR)  กลิ่นในน้ำเสียนั้นโดยทั่วไปเกิดจากก๊าซ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นไฮโดรเจนซัลไฟด์ ซึ่งเกิดจากจุลินทรีย์ชนิดไม่ต้องการออกซิเจน (ANAEROBIC MICROORGANISM)  กลิ่นของไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นดัชนีบ่งบอกการทำงานของระบบท่อน้ำเสีย ระบบบำบัดน้ำเสีย ตลอดจนระบบทิ้งตะกอน จำเป็นจะต้องพิจารณาถึงการควบคุมกลิ่นเพื่อให้สาธารณะยอมรับระบบเหล่านี้ด้วย

v  ของแข็ง (SOLIDS)   หมายถึง ปริมาณของสารต่างๆ ที่มีอยู่ในน้ำเสียทั้งในลักษณะที่ไม่ละลายน้ำ และละลายน้ำ (DISSOLVED SOLIDS) ของแข็งที่ไม่ละลายน้ำ มี อาทิ หลอดกาแฟ ผ้าอนามัย เศษอาหาร อุจจาระสิ่งปฏิกูลต่างๆ รวมทั้งจุลินทรีย์ ของแข็งบางชนิดที่มีน้ำหนักเบาละ แขวนลอยอยู่ในน้ำ (SUSPENDED) บางชนิดหนักและจมลงเบื้องล่าง (SETTLEABLE SOLIDS)  ของแข็งที่ไม่ละลายน้ำนี้อรจนร้างปัญหาในการอุดตัน และถ้าปล่อยทิ้งในปริมาณมาก จะทำให้เกิดความสกปรก และตื้นเขินในลำน้ำธรรมชาติ ตลอดจนบดบังแสดงแดดส่องลงสู่ท้องน้ำ

2.   ลักษณะน้ำเสียทางเคมี

v  พีเอช  (pH)  เป็นค่าที่บอกถึงความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำเสีย หากค่าพีเอชต่ำกว่า 7 น้ำจะมีสภาวะเป็นกรด ถ้าสูงกว่า 7 มีสภาวะเป็นด่าง  โดยทั่วไปสิ่งมีชีวิตในน้ำหรือจุลินทรีย์ในถังบำบัดจะดำรงชีพ ได้ดีในสภาวะเป็นกลาง คือ พีเอชประมาณ 6-8  ค่าพีเอชที่สูงเกินไปหรือต่ำเกินไปจะทำให้ระบบนิเวศน้ำเสียหาย สัตว์และพืชน้ำไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ นอกจากนี้ยังทำให้น้ำมีฤทธิ์กัดกร่อนท่อหรือภาชนะได้

v  สารอินทรีย์  (ORGANIC MATTER)  ของเสียที่พบในปริมาณมากที่สุด และ เป็นสิ่งที่ทำให้เกิด ปัญหาในน้ำเสีย คือ สารอินทรีย์ เนื่องจากเมื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ สารอินทรย์จะถูกย่อยสลายจุลินทรีย์ ถ้าในน้ำมีออกซิเจนไม่พอ จะเกิดการย่อยสลายในสภาพไร้ออกซิเจน ทำให้เกิดการเน่าเสียขึ้น

-         สารประกอบอินทรีย์ที่พบในน้ำเสีย คือ โปรตีน (40-60%) คาร์โบไฮเดรต (20-50%) ไขมัน (10%) ซึ่งมาจากสิ่งขับถ่าย และกิจกรรมการใช้น้ำของคนเช่น การชำระร่างกาย ประกอบอาหาร ซักล้าง ฯลฯ

-         โปรตีนและคาร์โบไฮเดรตสามารถถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายง่าย

-         แต่ไขมันและน้ำมันจะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ได้ยาก  ซึ่งถ้าไม่มีการดักหรือแยกออกก่อนจะทำให้เกิดปัญหา คือ การอุดตันของท่อระบายน้ำ และเมื่อเข้าสู่ระบบบำบัดน้ำเสียจะไปรบกวนการทำปฏิกิริยาของจุลินทรีย์ และขัดขวางการถ่ายเทของออกซิเจนจากอากาศสู่น้ำ มีผลทำให้ออกซิเจนละลายน้ำมีน้อยลง

 

3.   ลักษณะน้ำเสียทางชีววิทยา

v  จุลินทรีย์  (MICROORGANISM)  คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กๆ มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

-         จุลินทรีย์เหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สารอินทรีย์ถูกย่อยสลาย เนื่องจากพวกสารอินทรีย์ต่างๆ ในน้ำเสียจะเป็นอาหารอย่างดีสำหรับพวกจุลินทรีย์  ซึ่งเป็นหลักสำคัญอย่างยิ่งในการเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำดี

-         โดยขณะที่จุลินทรีย์กินพวกสาร อินทรีย์ สารอินทรีย์ในน้ำเสียจะลดลง และก็คือน้ำเสียจะค่อยๆ กลายสภาพเป็นน้ำดี

-         นี่เป็นเพียงหลักกว้างๆ ที่ใช้กันอยู่ในระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งปัญหายุ่งยากส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับระบบบำบัดน้ำเสีย มักจะเกี่ยวกับระบบน้ำเสียทางชีววิทยา (BIOLOGICAL TREATMENT) ปริมาณและจุลินทรีย์เหล่านี้ จะเป็นตัวชี้ให้ผู้ที่ทำหน้าที่ควบคุมหรือดูแลระบบบำบัดทราบ ถึงประสิทธิภาพการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียว่าดีหรือเลวได้

-    แบคทีเรียชนิดโคลิฟอร์มใช้บ่งชีคุณภาพ

 

 

 

 

 

 องค์ประกอบของน้ำเสีย

1.      สารอินทรีย์  หมายถึง  สารซึ่งมาจากสิ่งมีชีวิต ทั้งสัตว์และพืช มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และอาจมีธาตุไฮโดรเจน และสารอนุพันธ์ของไฮโดรเจน-คาร์บอน เป็นองค์ประกอบร่วมอยู่ด้วย ตัวอย่างของสารอินทรีย์ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ซึ่งสามารถถูกย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ ปริมาณของสารอินทรีย์ในน้ำนิยมวัดด้วยค่า บีโอดี (Biochemical Oxygen Demand-BOD)

2.      สารอนินทรีย์  ได้แก่  แร่ธาตุต่างๆ ที่อาจจะไม่ทำให้น้ำเน่าเหม็น แต่อาจจะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต สารอนินทรีย์ที่จำเป็นต้องได้รับการบำบัดในกระบวนการบำบัดน้ำเสีย ได้แก่ ซัลไฟด์ ไนโตรเจน และ ฟอสฟอรัส กรด ด่าง โลหะ เป็นต้น

3.      โลหะหนักและสารพิษอื่นๆ  อาจอยู่ในรูปของสารอินทรีย์ หรือสารอนินทรีย์ก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถสะสมอยู่ในห่วงโซ่อาหาร จนเกิดเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิต เช่น ปรอท โครเมียม ทองแดง

-         ปกติจะอยู่ในน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม

-         สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืชที่ปนมากับน้ำทิ้งจากการเกษตร

-         เขตชุมชนอาจมีสารพิษ มาจากอุตสาหกรรมในครัวเรือนบางประเภท เช่น ร้านชุบโลหะ อู่ซ่อมรถ เป็นต้น

4.       ไขมัน , น้ำมัน และ กรีส  (Fat Oil and Grease)  สารประกอบนี้เกิดจากการใช้น้ำมัน ไขมัน ขี้ผึ้ง จนกระทั่งถึงน้ำมันหล่อลื่น ซึ่งยังไม่มีกรรมวิธีการเก็บรวบรวมน้ำมันหล่อลื่นเหล่านี้สำหรับการขนส่งและการกำจัดอย่างถูกวิธี

·       ส่วนน้ำมันและไขมันที่เกิดจากบ้านเรือน ร้านอาหาร และภัตตาคารต่างๆ จำเป็นต้องมีการสร้างบ่อดักไขมันเพื่อกำจัดไขมันใบเบื้องต้นก่อน

·       สำหรับประเทศที่อากาศหนาว หากไม่มีการกำจัดไขมันในเบื้องต้น อาจก่อให้เกิดปัญหาท่ออุดตันและทำให้ท่อแตกได้ในที่สุด

·       เมื่อ ปนเปื้อนกับน้ำจะลอยอยู่ตามผิวน้ำ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการสังเกคราะห์แสงของพืชน้ำ พร้อมทั้งกีดขวาง การถ่ายเทของออกซิเจนลงสู่แหล่งน้ำ ทำให้ปริมาณออกซิเจนที่ละลายน้ำลดลงในที่สุด

 

 

 

 

5.       ความร้อน  ทำให้เกิดการแบ่งชั้น (Strastification)  ของน้ำ เร่งปฏิริริยาการใช้ออกซิเจนของจุลินทรีย์ และลดระดับการละลายของน้ำออกซิเจนน้ำทำให้เกิดสภาพเน่าเหม็นขึ้นได้

·       อุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสม สำหรับในกระบวนการบำบัดน้ำเสียควรอยู่ประมาณ 25-35 องศาเซลเซียส

·       ความร้อนของน้ำเสียทำให้จุลินทรีย์บางชนิดในถังย่อยสลายตายหรือเจริญเติบโตช้าลง และมีผลต่อประสิทธิภาพของระบบบำบัดน้ำเสียได้ความร้อน

·       น้ำเสียเกิดจาก Condenser Boiler และขบวนการทำความร้อนอื่นๆ ดังนั้นจึงควรปรับอุณภูมิของน้ำเสียให้เหมาะสมก่อนปล่อยสู่ระบบบำบัด

 

6.       ของแข็ง  (Solids)  หมายถึง  สารที่เหลืออยู่เป็นตะกอนภายหลังจากที่ผ่านการระเหยด้วยไอน้ำ และทำให้แห้งที่อุณหภูมิ  103-105 องศาเซลเซียส

·       ตะกอนที่เกิดขึ้นมีทั้งสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์

·       การตรวจวัดหาค่าของแข็งนี้ทำทั้งในน้ำดิบที่นำมาทำน้ำประปา น้ำทิ้งจากบ้านเรือน และจากแหล่งอื่นๆ ดังนั้นการตรวจวัดค่าของแข็งจึงมีหลายชนิด ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ สำหรับน้ำเสียจากแหล่งน้ำต่างๆ นั้น มักจะหาค่าของแข็งดังนี้

ü    ของแข็งตกตะกอน  (Settleable Solids) หมายถึง ของแข็งซึ่งจะนอนก้นเนื่องจากแรงโน้มถ่วงจำเพราะสูงกว่าน้ำเท่านั้น ค่าของแข็งตกตะกอนนี้นอกจากจะบอกค่าความสกปรกของน้ำแล้ว ยังใช้ประโยชน์ในการออกแบบถังตกตะกอน (Sedimentation Tank) ในระบบบำบัดน้ำเสียอีกด้วย

ü    ของแข็งทั้งหมด (Total Solids)  สำหรับการวิเคราะห์น้ำเสียประเภทต่างๆนั้นค่าของแข็ง ทั้งหมดมีความสำคัญน้อยมากเพราะยากที่จะแปรผลให้ได้ค่าที่แน่นอน ดังนั้นจึงนิยมบอกค่าความสกปรกของน้ำเสียด้วยค่า BOD และ COD  อย่างไรก็ตาม ค่าของแข็งทั้งหมดสามารถใช้ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของน้ำเสียที่มีผลต่อการตกตะกอนได้

ü    ของแข็งแขวนลอย (Suspended Solids)  หมายถึง สารแขวนลอยในของเหลวซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับการวิเคาะห์น้ำเสียและเป็นค่าหนึ่งที่บอกถึงค่าความสกปรกของน้ำเสียนั้น ตลอดจนบอกถึงประสิทธิภาพของขั้นตอนการบำบัดน้ำเสียต่างๆ การหาค่าของแข็งแขวนลอยจึงมีความสำคัญเท่ากับค่า BOD

 

7.       สีและความขุ่น  เกิดจากอุตสาหกรรมประเภทสิ่งทอ กระดาษ ฟอกหนัง และโรงฆ่าสัตว์ สีและความขุ่นจะขัดขวางกระบวนการสังเคราะห์แสงในน้ำ

·       ความขุ่น (Turbidity) เกิดจากสิ่งแขวนลอยในน้ำเช่น ตะกอนแขวนลอย แพลงค์ตอน และสิ่งมีชีวิตเล็กๆ สารพวกนี้จะทำให้เกิดการกระจัดกระจายและดูดซึมของแสงทะลุผ่าน ทำให้มีผลต่อขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชน้ำ นอกจากนี้สารเคมีบางอย่างก็เป็นบ่อเกิดของความขุ่นได้เช่นกันเมื่อสัมผัสกับอากาศ เช่น เหล็ก และแมงกานีส หรืออาจจะเป็นแหล่งเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิด

·       สี  (Color)  สีของน้ำตามธรรมชาติเกิดจากสารอินทีย์ต่างๆ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า และซากสัตว์ ซึ่งมี ลิกนินเป็นองค์ประกอบ ส่วนสีของน้ำเสียจะใช้วัดระยะเวลาของน้ำเสียที่อยู่ในบ่อบำบัด (อายุของน้ำเสีย) โดยน้ำเสียที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ส่วนใหญ่จะมีสีเทาปนน้ำตาลอ่อน และจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเทาแก่ และสีดำในที่สุด แต่บางอุตสาหกรรมมีการเติมสีลงในน้ำเสีย กรณีสีของน้ำเสียจะขึ้นอยู่กับซัลไฟด์ของโลหะหนักที่มีอยู่ในสีเหล่านั้น

 

8.       กรดและด่าง (pH)  การอ่านค่าความเป็นกรด-ด่าง มีช่วงตั้งแต่ 0-14  โดยสารละลายที่มีค่า pH ต่ำกว่า 7 เรียกว่า สารละลายเป็นกรด เท่ากับ 7 เยกว่า สารละลายเป็นกลาง (Neutral Solution)  สูงกว่า 7 เรียกว่าสารละลายเป็นด่าง น้ำที่มีคุณภาพที่ดีจะต้องมีค่า pH ใกล้เคียง หรือ เท่ากับ 7 แต่ในทางปฏิบัติได้กำหนดมาตรฐานค่า pH ของน้ำทิ้งอยู่ในช่วง 5-9

9.       จุลินทรีย์ (Microorganism)  โดยทั่วไปสามารถแบ่งจุลินทรีย์ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ๆ ได้แก่ Eucaryotes , Eubacteria และ Archaebacteria โดยสองกลุ่มหลังนี้มักจะเรียกรวมกันว่า กลุ่ม Procaryotic ซึ่งมีแบคทีเรียเป็นองค์ประกอบและมีบทบาทสำคัญต่อการบำบัดน้ำเสีย ส่วนจุลิทนทรีย์ในกลุ่ม Eucaryotes ที่มีบทบาทสำคัญต่อการบำบัดน้ำเสียได้แก่ รา โปรโตซัว และสาหร่ายชนิดต่าง

10.    สารกัมมันตรังสี (Radioactive Waste)   หมายถึง สารใดๆ ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ต่อไปได้และปนเปื้อนด้วยกัมมันตรังสีในระดับที่มีความเสี่ยงต่ออันตรายของสุขภาพและสิ่งแวดล้อม สารกัมมันตรังสี นอกจากมีอันตรายสูงแล้ว บางชนิดยังคงสภาพได้ในระยะเวลายาวนานนับพันปี

·       ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีวิธีการกักเก็บที่ปลอดภัย และแน่ใจว่าจะไม่รั่วไหลออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอกจนกว่าจะหมดสภาพไปเอง

·       ตัวอย่างสารกัมมันตรังสีที่สำคัญได้แก่ Uranium Plutonium และ Thorium

                        ·      แหล่งกำเนินสารกัมมันตรังสีที่สำคัญในปัจจุบันได้แก่ แหล่งผลิตอาวุธนิวเคลียร์ โรงงานผลิตไฟฟ้า  

                                    นิวเคลียร์ เหมืองแร่ยูเรเนี่ยม และกากกัมมันตรังสี ที่เกิดจากกิจกรรมอื่นๆ อาทิ การแพทย์การ

                                    วิจัย และการถนอมอาหาร เป็นต้น

 




เกร็ดความรู้




dot
ลิงค์ภายใน
dot
bulletบำบัดน้ำเสีย ระบบน้ำดี ระบบประปาอัตโนมัติ เครื่องอัดตะกอน
bulletกระทู้ ( link webboard )และบทความ
dot
ลิงค์ที่เกี่ยวข้อง
dot
bulletFacebook แม็กซ์วอเตอร์ อินเตอร์เท็ค
bulletค่าของคน.com
bulletเพจ maxwater.co.th
bulletสิ่งแวดล้อมศึกษา
bulletกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม
bulletฐานข้อมูลทางเคมี
bulletกรมทรัพยากรณ์น้ำ
bulletการนิคมอุตสาหกรรม
bulletจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
bulletชมรมSME
bulletกรมโรงงาน
bulletkasikornbank.com.
bulletthailandyellowpages.co.th
bulletเครือข่ายเอสเอ็มอีไทย
bulletสสว.SMEs
bulletSME BANK
dot
อ่านข่าวประจำวัน
dot
bulletไทยรัฐ
bulletเดลินิวส์
bulletฐานเศรษฐกิจ
bulletมติชน
dot
กีฬา
dot
bulletgolf
bulletข่าวกีฬาทุกประเภท24ชั่วโมง
dot
webค้นหาที่มีประโยชน์
dot
bulletแผนที่ทุกซอกทุกมุมทั่วโลก
bulletวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
bulletEM สารพัดประโยชน์
bulletgoogle
bulletyahoo
bulletsanook
bulletReadyPlanet.com
bulletRS AIR SERVICE.




Copyright © 2010 All Rights Reserved.
SAVE ENERGY SAVE ENVIRONMENT SAVE PLANET. Water&Wastewater management. Dewatering system. Sale&Service Contract. Hotline:0849254888:คุณวีระชาติ